ข้าวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
  ประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม จึงตระหนักดีถึงความสำคัญของการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพาะปลูก “ข้าว” ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศมาทุกยุคทุกสมัย พระมหากษัตริย์ในฐานะเกษตรบดีจึงต้องมีพระราชภารกิจในการบำรุงขวัญและกำลังใจแก่ชาวนาผู้ปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนทั้งประเทศความจริงปรากฏเด่นชัดผ่าน “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” อันเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญยิ่งต่อการเพาะปลูกข้าวของคนไทยมาแต่โบราณกาล เพื่อเป็นมิ่งมงคลและสร้างขวัญกำลังใจแก่ชาวนาผู้ปลูกข้าว
  พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือที่ผู้คนทั่วไปมักเรียกสั้นๆ ว่า “พิธีแรกนาขวัญ” เป็นวัฒนธรรมร่วมของชนเผ่าชาติพันธุ์ไทที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนหกของไทย(ราวเดือนพฤษภาคม) ตามคติความเชื่อของสังคมกสิกรรมที่ว่าธรรมชาติได้มอบผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำท่า และดิน ฟ้าอากาศที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก หากได้พืชพันธุ์ที่ดีและเป็นมงคลต่อสรรพชีวิตแล้ว ความร่มเย็นเป็นสุขจะบังเกิดขึ้นแก่มหาชน โดยพิธีเต็มรูปแบบตามโบราณราชประเพณีนั้นเพิ่งรื้อฟื้นขึ้นในปี พ.ศ. 2503 นี้ หลังจากว่างเว้นไปกว่า 20 ปีโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสให้ปรับปรุงพิธีการให้เหมาะสมกับปัจจุบัน และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเป็นประจำโดยมีผู้รับหน้าที่ “พระยาแรกนา” เป็นผู้จับคันไถและหว่านเมล็ดข้าวและพืชพันธุ์มงคลที่ผ่านการทำพิธีทางพุทธศาสนาในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามลงสู่ผืนนาแห่งท้องสนามหลวง
  ข้าวมงคลบรรจุอยู่ในหาบกระบุงเงิน กระบุงทอง ที่มีหญิงสาวเป็นผู้หาบเดินเคียงเพื่อให้พระยาแรกนาได้หยิบหว่านลงบนผืนนาหลังจากที่พระโคได้ลากคันไถศักดิ์สิทธิ์พลิกฟื้นผืนดินแล้ว เมื่อไถเวียนครบกำหนดจึงทำการเสี่ยงทายว่าปีนี้น้ำท่าจะดี พืชพันธุ์จะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ โดยทำนายจากธัญญาหารและสิ่งที่พระโคกิน
  คนไทยถือว่า “พิธีแรกนาขวัญ” นี้ เป็นพิธีที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง โดยจะมีชาวนาจากทั่วสารทิศเดินทางมาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีจนเนืองแน่นทุกปี และทุกคนต่างก็มุ่งหวังจะได้เมล็ดข้าวมงคลซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีที่ผ่านการคัดพันธุ์มาแล้ว กลับไปเป็นมิ่งขวัญแก่ผืนนาของตน เมื่อพิธีการเสร็จสิ้นก็ถือว่านิมิตรหมายอันดีแห่งการเพาะปลูกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ชาวนาที่ร่วมพิธีต่างก็กรูเข้าไปยังผืนนาศักดิ์สิทธิ์ กอบเอาดินและเมล็ดข้าวด้วยใบหน้าที่เปี่ยมรอยยิ้ม ก่อนแยกย้ายกันกลับไปเริ่มต้นการหว่านไถในที่นาของตน
แปลงนาของกษัตริย์
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยอันมุ่งมั่นที่จะพัฒนาข้าวไทยอย่างจริงจัง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมการข้าวจัดทำแปลงนาในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นที่ประทับ หรือ “บ้าน” ของพระองค์พร้อมทั้งนำพันธุ์ข้าวต่างๆ มาปลูกทดลองเพื่อทำการศึกษาโดยในครั้งแรกทรงขับรถไถนาเตรียมแปลง หว่านข้าว และทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ยังทรงริเริ่มทดลองกระบวนการผลิตข้าวอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ ทำยุ้งฉางเก็บข้าวแบบโบราณรวมไปถึงการทำโรงสีข้าวขนาดเล็ก ตลอดจนการนำเอาแกลบที่ได้จากการสีข้าวมาแปรรูปเป็นถ่านอัดแท่งเพิ่มมูลค่า ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกนำไปต่อยอดสู่โครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของข้าวและการพัฒนาอาชีพชาวนารวมถึงงานวิจัยด้านข้าวอีกมากมาย
“ดิน” งานของ “พระเจ้าแผ่นดิน”
  ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกายและพระอัจฉริยภาพในการทรงงาน คิดค้น และพัฒนาจนก่อเกิดเป็นโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวเนื่องกับการทำนามากมายหลายโครงการ อาทิ โครงการฝนหลวง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 มีการค้นคว้าทดลองการทำฝนเทียม ดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน คิดค้นรูปแบบวิธีการที่ใช้ได้ดีตามลักษณะภูมิประเทศภูมิอากาศของประเทศไทยโครงการอ่างเก็บน้ำและคลองชลประทาน เพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น
  การจัดการดิน ก็เป็นอีกแนวคิดที่ทรงศึกษาทดลองอย่างจริงจัง จนรู้ซึ้งถึงการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมสภาพรูปแบบต่างๆทั้งดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินขาดธาตุอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหญ้าแฝกสายพันธุ์ต่างๆเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่มีต้นทุนต่ำ แต่แก้ไขดินได้อย่างมีประสิทธิภาพนี้เองเป็นที่มาของการที่ สมาคมอนุรักษ์ดินนานาชาติ (InternationalErosion Control Association : IECA) ทูลเกล้าฯถวายรางวัล International Merit Awards ในฐานะนักอนุรักษ์ดินและน้ำดีเด่นของโลก และสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (The International Union of Soil Science) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “รางวัลนักวิทยาศาสตร์ทางดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) สดุดีพระเกียรติคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันพระบรมราชสมภพของพระองค์ให้เป็น “วันดินโลก” (World Soil Day)
เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดของชาวนาไทย
  เศรษฐกิจโลกมุ่งหน้าไปด้วยระบบทุนนิยมอย่างรวดเร็วและรุนแรง อุตสาหกรรมรุกล้ำพื้นที่สังคมการเกษตร ชาวนาต้องประสบกับภาวะหนี้สิน ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงสภาวการณ์ดังกล่าว จึงพระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการดำเนินชีวิตและแนวทางให้คนไทยได้น้อมนำเป็นหลักคิดหลักปฏิบัติเพื่อลุกขึ้นแล้วก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน บนวิถีพอมีพอกิน พึ่งพาตัวเองได้ พร้อมรับมือต่อกระแสโลกที่นับวันจะผกผันเปลี่ยนแปร
  นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการทำ “เกษตรทฤษฎีใหม่” คือการบริหารจัดการพื้นที่แบบที่ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างครบวงจรอันเป็นรูปแบบตามภูมิปัญญาโบราณของบรรพบุรุษไทย นั่นคือการขุดบ่อ เลี้ยงปลา ปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว และไม้ผลแนวคิดนี้ ไม่เพียงตอบโจทย์แก้ปัญหาระบบเกษตรเชิงเดี่ยวในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังนำไปประยุกต์ใช้กับเกษตรกรทั่วโลกให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ รวมไปถึงการสร้างความสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโลกได้อีกทางหนึ่งด้วย
  ความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าว และชาวนาไทย นับเป็นความผูกพันอันลึกซึ้งที่หาไม่ได้อีกแล้วจากที่แห่งใดในโลก ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวกล่าวขาน หากแต่ปรากฏชัดผ่านพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่ล้วนสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวนาในฐานะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีความสำคัญเปรียบได้ดั่ง “กระดูกสันหลังของชาติ” กลุ่มคนผู้เสียสละแรงกายแรงใจเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชาวไทยและชาวโลก