ภูมิปัญญาและกรรมวิธีการเพาะปลูก

ภูมิปัญญาและกรรมวิธีการเพาะปลูก

การทำนาดำ
  การทำนาดำ เป็นวิธีการทำนาที่มีการนำเมล็ดข้าวไปเพาะในแปลงที่เตรียมไว้ (แปลงกล้า) ให้งอกขึ้นมาเป็นต้นกล้า แล้วถอนต้นกล้าไปปักดำในผืนนาที่เตรียมไว้ และมีการดูแลรักษาจนให้ผลผลิต การทำนาดำนิยมในพื้นที่ที่มีแรงงานเพียงพอ
การทำนาดำ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1
การเตรียมดิน
  ต้องทำการไถดะ การไถแปร และการคราด ปกติการไถและคราดในนาดำมักจะใช้แรง วัว ควาย หรือแทรกเตอร์ขนาดเล็ก และทำคันนากั้นไว้สำหรับกักเก็บน้ำในแปลงนา ก่อนที่จะทำการไถ ต้องรอให้ดินมีความชื้นพอที่จะไถได้เสียก่อน ปกติจะต้องรอให้ฝนตกจนมีน้ำขัง หรือไขน้ำเข้าไปในผืนนาเพื่อทำให้ดินเปียก การไถดะ หมายถึง การไถครั้งแรกเพื่อทำลายวัชพืชในนาและพลิกกลับหน้าดิน แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๑ สัปดาห์ จึงทำการไถแปร ซึ่งหมายถึง การไถเพื่อตัดกับรอยไถดะ ทำให้รอยไถดะแตกออกเป็นก้อนเล็กๆ จนวัชพืชหลุดออกจากดิน เมื่อไถแปรแล้วก็ทำการคราด คือ การเอาวัชพืชออกจากผืนนา และปรับพื้นที่นาให้ได้ระดับเป็นที่ราบเสมอกันเพื่อให้มีสภาพดินที่เหมาะสมพร้อมที่จะปักดำ
2
การตกกล้า
  การเตรียมต้นกล้าให้ได้ต้นที่แข็งแรง เมื่อนำไปปักดำก็จะได้ข้าวที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว และมีโอกาสให้ผลผลิตสูง ต้นกล้าที่แข็งแรงดีต้องมีการเจริญเติบโตและความสูงสม่ำเสมอทั้งแปลง มีกาบใบสั้น มีรากมากและรากขนาดใหญ่ ไม่มีโรคและแมลงทำลาย การตกกล้าสามารถทำได้หลายวิธี แต่มีหลักสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ปราศจากเชื้อโรค
3
การปักดำ
  ควรทำเป็นแถวเป็นแนวซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการกำจัดวัชพืช การดูแลใส่ปุ๋ย และยังทำให้ข้าวแต่ละกอมีโอกาสได้รับอาหารและแสงแดดอย่างสม่ำเสมอกัน สำหรับระยะปักดำนั้นขึ้นกับชนิดและพันธุ์ข้าว ทั้งนี้ควรมีระดับน้ำในนาน้อยที่สุด เพียงแค่คลุมผิวดิน เพื่อป้องกันวัชพืชและประคองต้นข้าวไว้ไม่ให้ล้ม ระดับน้ำลึกจะทำให้ต้นข้าวแตกกอน้อยและให้ผลผลิตต่ำ
การทำนาหว่าน
  การทำนาหว่าน เป็นการปลูกข้าวโดยการหว่านเมล็ดลงไปในนาที่เตรียมพื้นที่ไว้แล้วโดยตรง เป็นวิธีการที่พบมากในปัจจุบัน เนื่องจากประหยัดแรงงานและเวลาการปลูกข้าว นาหว่านมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การหว่านสำรวย การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ การหว่านหลังขี้ไถ และการหว่านน้ำตม
การทำนาหว่าน แบ่งเป็น 4 วิธีคือ
1
การหว่านสำรวยเป็นการหว่านเมล็ดข้าวแห้งในสภาพดินแห้งเนื่องจากฝนยังไม่ตก โดยหลังจากการไถแปรครั้งสุดท้ายแล้วหว่านเมล็ดข้าวลงไปโดยไม่ต้องคราดกลบ เมล็ดจะตกลงไปอยู่ในระหว่างก้อนดิน เมื่อฝนตกลงมาเมล็ดข้าวจะงอกขึ้นมา
2
การหว่านคราดกลบหรือไถกลบในกรณีที่ดินมีความชื้นอยู่บ้างแล้ว และเป็นเวลาที่ฝนจะเริ่มตกตามฤดูกาล โดยชาวนาจะทำการไถดะและไถแปร หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วคราดหรือไถกลบเนื่องจากดินมีความชื้นอยู่แล้วเมล็ดก็จะเริ่มงอกทันที มีการตั้งตัวของต้นกล้าดีเพราะเมล็ดที่หว่านลงไปถูกดินกลบฝังลึกลงไปในดิน
3
การหว่านหลังขี้ไถใช้ในกรณีที่ฝนมาล่าช้าและตกชุก มีเวลาเตรียมดินน้อย จึงมีการไถดะเพียงครั้งเดียวและไถแปรอีกครั้งหนึ่ง แล้วหว่านเมล็ดข้าวลงหลังขี้ไถ เมล็ดพันธุ์อาจเสียหายเพราะหนู และอาจมีวัชพืชในแปลงนามาก
4
การหว่านน้ำตมการหว่านแบบนี้นิยมใช้ในพื้นที่ที่มีการชลประทานหรือแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์โดยการเอาเมล็ดพันธุ์ที่ได้เพาะให้งอกแล้วมาหว่านลงไปในนาที่มีน้ำขังอยู่
การทำนาโยน
  การทำนาโยน การปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า (parachute) เป็นการทำนารูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมข้าววัชพืชและพืชทั่วไป โดยจากการศึกษาและปฏิบัติพบว่าการทำนาแบบโยนกล้ามีต้นทุนต่ำและยังให้ผลผลิตสูงกว่าการทำนาด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วยเพราะประหยัดเมล็ดพันธุ์ แรงงาน และเวลา ถือเป็นวิธีการทำนาแบบทางเลือกที่เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาของวัชพืชมากรวมถึงการผลิตข้าวแบบอินทรีย์
  การทำนาโยนนั้นมีขั้นตอนใกล้เคียงกับนาดำ เพราะจะเริ่มตั้งแต่การเพาะกล้าข้าวให้ได้ขนาดเตรียมนำไปลงแปลงนา เตรียมดินในนา จนกระทั่งนำต้นกล้ามาดำ แต่การดำจะใช้วิธีการโยนต้นกล้าลงบนแปลงนาที่มีน้ำ โดยตวัดหงายมือโยนขึ้นสูงกว่าระดับศีรษะ ต้นกล้าจะพุ่งลงตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย ทำให้ส่วนรากที่มีดินติดอยู่ลงดินก่อน หลังจากนั้นจึงเพิ่มระดับน้ำเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืช
การทำนาหยอด
  การทำนาหยอด หรือการปลูกข้าวไร่ เป็นการปลูกข้าวบนที่ดอน เช่น เชิงภูเขา ซึ่งพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ ไม่สามารถไถเตรียมดินและปรับระดับได้ง่ายเหมือนกับพื้นที่ราบ ชาวนาจึงมักจะปลูกข้าวแบบหยอด โดยขั้นแรกทำการตัดหญ้าและทำความสะอาดพื้นที่ แล้วใช้หลักไม้ปลายแหลมเจาะดินเป็นหลุมเล็กๆ ให้มีระยะห่างกันประมาณ ๒๕ เซนติเมตร และทำการหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวลงไปได้ ๕-๑๐ เมล็ด หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์แล้วกลบดินปิดปากหลุม เมื่อฝนตกลงมาเมล็ดได้รับความชื้นก็จะงอกและเจริญเติบโตเป็นต้นข้าว เนื่องจากพื้นที่ดอนไม่มีน้ำขังและไม่มีชลประทาน การปลูกข้าวไร่ต้องใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว จึงต้องใช้พันธุ์ข้าวที่มีอายุเบา ปลูกในต้นฤดูฝนและเก็บเกี่ยวได้ในปลายฤดูฝน เนื้อที่ที่ใช้ปลูกข้าวไร่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อยและมีปลูกมากในภาคเหนือ
การทำนาขั้นบันได
  การทำนาขั้นบันได การปลูกข้าวบนพื้นที่สูง มีลักษณะการปลูก 2 แบบ คือ การปลูกแบบสภาพไร่ หรือที่เรียกว่าข้าวไร่ ปลูกตามไหล่เขาที่มีความลาดชัน อาศัยความชื้นในการเจริญเติบโตจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และอีกสภาพหนึ่งคือการปลูกในลักษณะนาขั้นบันไดโดยเพาะปลูกในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำที่สามารถทำระบบส่งน้ำมายังแปลงนาได้ การทำนาขั้นบันไดเริ่มต้นตั้งแต่เตรียมดิน ตกกล้าและปักดำ ดังเช่นการทำนาพื้นราบทั่วไป พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่างหุบเขาต้องทำการขุดปรับสภาพพื้นที่ให้เป็นพื้นที่นาและมีการทำคันนาสำหรับกักเก็บน้ำ นับเป็นรูปแบบการทำนาอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวและสร้างความมั่นคงทางอาหารบนพื้นที่สูง