ข้าวเจ้า

ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวไทย

   เพราะการกินที่หลากหลายกับสายพันธุ์ข้าวที่มากกว่า 20,000 ชนิดจึงเกิดวิถีที่แตกต่างเหล่านี้คือภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ที่สอดคล้องเกี่ยวเนื่องกับข้าวและอยู่คู่คนไทยตลอดมา
พันธุ์ข้าวเจ้า
ข้าวหอมพะยอม หรือ ข้าวดอกพะยอม
   ข้าวดอกพะยอมเป็นข้าวเจ้าพื้นเมืองของภาคใต้ มีความโดดเด่นคือปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี สามารถปลูกแซมกับต้นยางพาราได้ ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายหรือดินลูกรังก็ได้ ปลูกในพื้นที่เขาสูงหรือลาดชันก็ยังได้ เนื่องจากระบบรากลึก ยึดจับหน้าดินได้ดี อีกทั้งยังทนต่อสภาพการขาดน้ำได้ มีผลผลิตสูง แตกกอดี เมล็ดข้าวต่อรวงมาก ต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี
   นอกจากนั้นยังมีความหอมเป็นเอกลักษณ์ แค่หุงแล้วเปิดฝาหม้อทิ้งไว้ กลิ่นหอมดอกพะยอมก็จะโชยอบอวลไปไกล จนว่ากันว่าข้าวหอมมะลิอาจต้องชิดซ้าย
   แต่ทั้งนี้ ความหอมของข้าวดอกพะยอมจะมากที่สุด ก็เมื่อปลูกแบบข้าวไร่เท่านั้น หากปลูกในนาลุ่มธรรมดา ความหอมของข้าวดอกพะยอมก็จะแพ้ข้าวหอมมะลิราบคาบ อีกทั้งจะปลูกให้หอมที่สุดได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น หากปลูกซ้ำในฤดูที่สองบนพื้นที่เดิม ข้าวดอกพะยอมก็จะไม่หอมแล้ว
ข้าวหอมมะลิ 105 หรือ ข้าวขาวดอกมะลิ 105
   เป็นข้าวที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย ด้วยเอกลักษณ์คือมีกลิ่นหอม เมื่อหุงแล้วอ่อนนุ่ม เมล็ดสีขาวเรียวยาว พบครั้งแรกที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ตั้งแต่ปี 2493 โดยในปี 2500 กรมการข้าวได้รวบรวมข้าวพันธุ์ดีของประเทศจากอำเภอบางคล้าจำนวน 199 รวง ส่งไปปลูกคัดเลือกที่สถานีทดลองข้าวโคกสำโรง และพบว่าต้นข้าวแถวที่ 105 ดีที่สุด คือมีเมล็ดยาว เรียว ขาวใส มีกลิ่นหอม จึงคัดเลือกแถวที่ 105 มาเป็นแม่พันธุ์ และได้ตั้งชื่อให้ว่า "ข้าวขาวดอกมะลิ 105"
   แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ที่ดีที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสม ทำให้ข้าวหอมมะลิจากที่นี่มีรสชาติและกลิ่นหอมอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์โดยข้าวหอมมะลิที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวหอมมะลิสุรินทร์
ข้าวหอมมะลิเวสสันตะระ
   จากจุดเริ่มต้นของชาวนาไทบ้านคนหนึ่งใน จ.ยโสธร ที่ใช้แปลงนาของตนเป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้มีผลผลิตสูงกว่าเดิม โดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างต้นแม่ที่เป็นข้าวเจ้าหอมมะลิ กับต้นพ่อที่เป็นข้าวเหนียวเล้าแตก
   กว่า 6 ปี ของความเพียรพยายามและความพิถีพิถันในการคัดเลือกสายพันธุ์ โดยการคัดเมล็ดที่มีคุณลักษณะดีตามต้องการไว้ โดยทำการพิจารณาเมล็ดต่อเมล็ด เลือกเมล็ดที่เป็นข้าวเจ้า มีกลิ่นหอม เมล็ดสวย น้ำหนักดี มาปลูกต่อในรุ่นถัดไป เมื่อต้นข้าวโตก็ต้องคัดต้นที่มีความสูงไม่เท่าต้นอื่นทิ้ง ต้นที่ออกรวงก่อนต้นอื่นทิ้ง และต้นที่สีเมล็ดต่างออกไปทิ้ง เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่นิ่ง คุณลักษณะคงที่ตามต้องการ
   จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 6 เมล็ดพันธุ์ที่ถูดคัดอย่างดี จึงถูกหว่านลงในแปลงใหญ่ และได้ผลผลิตเป็นข้าวหอมที่มีผลผลิตสูงตามต้องการ แต่นอกจากข้อดีสองข้อนั้นแล้ว ยังมีผลพลอยได้คือ รสชาติที่ผสานความนุ่มของข้าวเจ้าและความเหนียวหนึบของข้าวเหนียวมารวมกัน ได้เป็นข้าวเจ้าที่มีความเหนียวนุ่มคล้ายข้าวญี่ปุ่น ในขณะที่คงความหอมแบบข้าวเจ้าหอมมะลิโบราณเอาไว้
   นอกจากนั้น ผลพลอยได้อีกอย่างที่เหนือกว่าต้นพ่อและแม่ นั่นก็คือการมีฟางแข็งและใบมีขนมาก ทำให้วัวควายไม่มากินขณะที่ข้าวกำลังโต และที่สำคัญคือต้านทานต่อแมลงศัตรูข้าว
   ชาวนาผู้พัฒนาสายพันธุ์ได้ตั้งชื่อข้าวพันธุ์ใหม่นี้ว่า "เวสสันตะระ" เพื่อเตือนใจให้ทั้งคนปลูกและคนกินรู้จักการแบ่งปันและการให้
ข้าวหอมมะลิแดง
   จากเมล็ดข้าวสีแดงที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของข้าวหอมมะลิ105 ในแปลงนา ได้ถูกเก็บตัวอย่างโดยครูชาวนาแห่งมูลนิธิข้าวขวัญ และนำไปคัดเลือกสายพันธุ์ต่อ จนกระทั่งได้เป็นข้าวหอมมะลิแดงสายพันธุ์ใหม่ ที่มีสีแดงเป็นเอกลักษณ์ มีความนุ่ม หอม ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิสีขาวอีกทั้งยังมีความทนทานต่อโรคได้ดีกว่า
   ด้วยข้อดีเหล่านี้ทำให้ข้าวหอมมะลิแดงถูกกระจายต่อในหมู่ชาวนา และกระจายปลูกกันในหลายพื้นที่ จนกระทั่งมีชาวบ้านค้นพบความอัศจรรย์ที่ว่า เมื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานกินประมาณ 1 สัปดาห์ ผลน้ำตาลในเลือดลดลงจนหมอแปลกใจ ซึ่งนำมาสู่การวิจัยในห้องทดลองอย่างจริงจังและค้นพบคำตอบที่ว่า นั่นเป็นเพราะข้าวหอมมะลิแดงมี "ดัชนีน้ำตาล" ต่ำกว่าข้าวทั่วไปค่อนข้างมากซึ่งหมายถึงว่ากระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลในร่างกายจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จึงช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานไม่ให้สูงเกินไป อีกทั้งข้าวหอมมะลิแดงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงยิ่งกว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รีด้วย
ข้าวหอมนิล
   ข้าวหอมนิลคือข้าวเจ้าสีม่วงดำ ที่มีจุดเด่นคือความนุ่ม ความหอม อร่อย และเหนียวหนึบมากกว่าข้าวเจ้าทั่วๆ ไป เนื่องจากมีบรรพบุรุษต้นกำเนิดสายพันธุ์เป็นข้าวเหนียวดำของจีน ชาวจีนโบราณเรียกว่า "ข้าวจักรพรรดิ" เพราะถือเป็นข้าวเสวยสำหรับจักรพรรดิเท่านั้น
   ในมุมของคนปลูก ข้อดีของข้าวหอมนิลคือมีความต้านทานโรคดี อายุสั้นเพียง 90 วัน ทำให้เก็บเกี่ยวได้เร็ว สามารถปลูกนาปรังได้ แต่จากการคัดเลือกสายพันธุ์ ทำให้มีข้าวหอมนิลอีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งมีอายุยาวนาน 120 วัน สำหรับปลูกนาปี ซึ่งข้อดีของข้าวที่อายุมากกว่านี้ คือน้ำหนักเมล็ดดีกว่า และมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า เนื่องจากข้าวสามารถสะสมธาตุอาหารไว้ได้มากขึ้น สังเกตได้จากสีสันที่เข้มกว่าของข้าวหอมนิลอายุ 120 วัน
   เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระประเภทแอนโทไซยานินและโพลีฟีนอลมาจากสีสันบนเมล็ดข้าว ยิ่งข้าวสีเข้ม ก็แปลว่าแอนโทไซยานินและโพลีฟีนอลจะมากขึ้นด้วย
   นอกจากจะหุงกินแล้ว ข้าวหอมนิลยังนิยมเอามาทำเป็นแชมพู ซึ่งว่ากันว่าช่วยให้ผมดกดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย ป้องกันผมร่วง รวมถึงกระตุ้นให้เซลล์รากผมสร้างผมมากขึ้นด้วย
ข้าวปิ่นแก้ว
   นี่คือกลอนเพลงโบราณที่แสดงให้เห็นธรรมชาติของสายน้ำในสมัยก่อน หากไปถามคนรุ่นเก่าสมัยปู่ย่าตายายที่มีบ้านอยู่ริมน้ำ ทุกคนก็จะตอบตรงกันว่าสมัยก่อนน้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ บ้านเรือนไทยสมัยก่อนจึงยกพื้นสูง มีเรือประจำบ้านและถ้าถามต่อว่าเหตุใดน้ำท่วมแล้วคนสมัยก่อนยังมีข้าวกิน คำตอบก็อยู่ที่ข้าวพื้นเมืองของเรานี้เอง
   ในบรรดาข้าวพื้นเมืองหลากหลายชนิด มีข้าวประเภทหนึ่งที่เรียกว่า "ข้าวลอย" หรือ "ข้าวขึ้นน้ำ" เป็นข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถยืดข้อปล้องหนีน้ำได้ เช่น ข้าวปิ่นแก้ว, ข้าวสายบัว, ข้าวพวงมาลัย, ข้าวหอมชลสิทธิ์, ข้าวเจ้าลอย, ข้าวเหนียวลอย เป็นต้น
   สำหรับข้าวปิ่นแก้ว นอกจากจะยืดหนีน้ำได้ถึง 5 เมตรแล้ว ยังมีความสามารถในการแตกแขนงและแตกรากที่ข้อเหนือผิวดินในน้ำ มีการชูรวงดี และมีความพิเศษคือเมล็ดสวย เนื้อแข็งเป็นมันเลื่อม ไม่บิดโค้ง ไม่เป็นท้องไข่ และมีน้ำหนักดี ทำให้ข้าวชนิดนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก ในงานประกวดข้าวโลกที่เมือง Regina ประเทศแคนาดาในปี 2475 (หรือสมัยรัชกาลที่ 7) นับเป็นการกู้ชื่อเสียงข้าวไทยให้กลับมา หลังจากมีการกล่าวหาว่าข้าวไทยด้อยคุณภาพในปี 2470
ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้
   ข้าวพื้นเมืองสายพันธุ์ดั้งเดิมของ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ที่มีชื่อเสียงมายาวนานตั้งแต่ต้นรัชสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นสายพันธุ์ข้าวคุณภาพดี หุงขึ้นหม้อ เมล็ดสวย ตัวข้าวจะไม่เละนิ่ม มีความจืด ไม่ยุบตัวเมื่อราดแกง จึงว่ากันว่ากินกับน้ำแกงได้อร่อยนัก และที่สำคัญคือไม่บูดง่าย อีกทั้งสามารถนำมาแปรรูปเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีนรวมถึงขนมต่างๆ ได้อีกด้วย
   ส่วนที่มาของชื่อ มีเรื่องเล่ากันต่อมาว่า ผู้ที่นำสายพันธุ์ข้าวนี้เข้ามาในพื้นที่ เป็นพ่อค้าชาวไทยเชื้อสายจีนที่ชื่อ "เจ๊กเชย" จึงเรียกชื่อนี้กันสืบต่อมา
   แต่กว่าจะมาเป็นเจ๊กเชยเสาไห้ที่มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ มีช่วงหนึ่งที่ชาวเสาไห้จำนวนมากได้เลิกปลูกข้าวพันธุ์นี้ไป เนื่องจากปัญหาผลผลิตต่ำ ปลูกได้เพียงปีละครั้ง และถ้าหากไม่คัดเลือกสายพันธุ์ดีๆ ก็จะทำให้ได้ข้าวคุณภาพต่ำลงเนื่องจากการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลให้ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีได้เข้ามาทำการคัดเลือกสายพันธุ์ จนได้สายพันธุ์แท้บริสุทธิ์ที่มีคุณภาพ ทำให้ชื่อเสียงของข้าวเจ๊กเชยกลับมาผงาดอีกครั้ง จนกระทั่งได้รับการจดทะเบียนให้เป็นหนึ่งในสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพัทลุง ยังมีข้าวเจ้าเมล็ดเล็กเรียวยาว เยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวปนแดงอยู่สายพันธุ์หนึ่ง ที่ไม่ใคร่จะมีใครใส่ใจ เนื่องจากหุงแล้วแฉะมาก บางคนว่าเหมือนข้าวหมู คดข้าวใส่จานให้เด็ก เด็กร้องไห้เพราะนึกว่าต้องกินข้าวเหนียว... จนกระทั่งเวลาผ่านไป ในปี 2530 ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้ทำการคัดสายพันธุ์ข้าวชนิดนี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งได้พันธุ์แท้บริสุทธิ์ แล้วเรื่องราวของข้าวสายพันธุ์นี้ก็เปลี่ยนไป
   จากข้าวที่คนว่าแฉะเหมือนข้าวหมู ได้เปลี่ยนกลายเป็นข้าวเจ้าคุณภาพดี กลิ่นหอม เหนียวนุ่ม เคี้ยวมัน มีคุณสมบัตินุ่มหนึบออกไปทางข้าวเหนียว เนื่องจากเป็นข้าวเจ้าที่มีอะไมโลสน้อยกว่าข้าวเจ้าทั่วไป อร่อยจนกระทั่งว่ากันว่าแม่คดข้าวใส่จานให้ลูกไม่ทัน เพราะลูกมาขอข้าวเพิ่มตลอด จนแม่ต้องสั่งให้หยุด ด้วยการพูดสำเนียงใต้ ทำให้คำว่า "สั่งหยุด" เพี้ยนเป็น "สังหยด" และมาเป็น "สังข์หยด" ตามลำดับ ซึ่งคนเฒ่าคนแก่ในเมืองพัทลุงยังคงกินข้าวนี้เป็นประจำ ว่ากันว่าเข้ากับอาหารใต้ได้ดีนัก โดยเฉพาะคั่วกลิ้ง น้ำพริกกะปิ หรือปลาแห้ง แต่จะไม่ค่อยนิยมกินกับน้ำแกงนัก เนื่องจากเป็นข้าวนิ่ม ถ้าราดน้ำแกงจะทำให้แฉะ
   จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อเสียงข้าวชนิดนี้ดังไปไกลทั่วประเทศ เริ่มจากการคัดพันธุ์ที่ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ที่ จ.พัทลุง ซึ่งหลังจากคัดพันธุ์ไปได้สามรุ่น พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่ฟาร์มตัวอย่าง และหลังจากที่ได้เสวยข้าวชนิดนี้ ก็ทรงมีรับสั่งว่า "รสดีและมีประโยชน์" ทางโครงการจึงส่งข้าวนี้ถวายเข้าวังทุกปี คนในรั้วในวังเล่าต่อกันมาว่าพระราชินีทรงโปรดข้าวชนิดนี้มาก นอกจากนั้นงานวิจัยยังพบว่าข้าวสังข์หยดมีวิตามินอี โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส กากใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ในปริมาณที่สูงมากด้วย
   ทุกวันนี้ข้าวสังข์หยดได้รับการรับรองจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indication หรือ GI) ของประเทศไทยในชื่อ "ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง"
ข้าวเล็บนก
   ข้าวเจ้าพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ โดยพันธุ์ดั้งเดิมรวบรวมได้ที่ อ.กงหรา จ.พัทลุง มีจุดเด่นคือความร่วนของเมล็ดข้าว เนื้อข้าวนุ่มแต่ไม่แฉะ ผิวไม่สาก รสชาติดี จนเป็นที่นิยมของชาวบ้าน นิยมกินกับแกงส้ม แกงไตปลา น้ำพริกผักลวก ซึ่งเนื้อข้าวเล็บนกจะชุ่มน้ำแกง ทำให้กินอร่อยนัก คนใต้จะบอกว่า "หรอยได้แรงอกชาด" มีความหมายว่าอร่อยถูกใจเป็นที่สุด
   คนสมัยก่อนเชื่อว่ากินข้าวเล็บนกร่างกายจะแข็งแรง ซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยงานวิจัยปัจจุบันที่พบว่าข้าวเล็บนกมีคุณค่าทางอาหารและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ทำให้โครงการหลวงได้นำพันธุ์ไปทดลองปลูกที่ดอยอินทนนท์ โดยใช้วิธีขุดหลุมปลูกแบบข้าวไร่ และตั้งชื่อใหม่ว่า "เล็บนกปกาเกอญอ"
ข้าวหน่วยเขือ
   หากพูดถึงเมล็ดข้าว คนทั่วไปคงนึกถึงเมล็ดสีขาวเรียวราว แต่สำหรับข้าวหน่วยเขือชนิดนี้ จุดเด่นคือรูปร่างเมล็ดที่กลมเล็กราวกับเมล็ดมะเขือ แต่ถึงแม้เมล็ดจะเล็กกว่าข้าวทั่วไป แต่คุณค่าทางโภชนาการไม่ได้เล็กตามเลย เนื่องจากข้าวชนิดนี้มีวิตามินอีและธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก โดยมีวิตามินอีสูงกว่าข้าวทั่วไป 22-26 เท่า และธาตุเหล็กสูงกว่าข้าวทั่วไปเกือบ 3 เท่า อีกทั้งรสชาติก็เหนียวนุ่ม กินอร่อย โดยข้าวชนิดนี้เป็นข้าวเจ้าพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ทุกวันนี้ภาคอีสานก็มีปลูกเช่นกัน
ข้าวอัลฮัม ดุลิลลาฮฺ หรือ ข้าวขาวสตูล
   ข้าวอัลฮัม ดุลิลลาฮฺ หรือเรียกสั้นๆ ว่า "ข้าวอัลฮัม" เป็นข้าวพื้นเมืองของชาวมุสลิมทางภาคใต้ โดยเฉพาะ ต.เกตรี อ.เมือง จ.สตูล และมีกระจายไปถึง จ.พัทลุง โดยชาวพัทลุงตั้งชื่อให้ว่า "ข้าวขาวสตูล"
   จุดเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือ ทนต่อความเป็นกรดของดินภาคใต้ได้ดี มีรสชาติหวานมัน คุณค่าทางอาหารสูง ปลูกง่าย ทนทานต่อโรคและแมลง ลำต้นแข็งแรงต้านทานลม
   ปัจจุบันปลูกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน อีกทั้งยังจำหน่ายในท้องถิ่นและส่งขายประเทศมาเลเซียด้วยและที่สำคัญ ความหมายของชื่อนี้แปลว่า "ขอบคุณพระเจ้า"
ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร
   เป็นข้าวพื้นเมืองดั้งเดิมของ อ.ปะทิว จ.ชุมพร กล่าวขานกันว่ามีอายุยาวนานกว่า 200 ปี เป็นข้าวยอดนิยมของชาวนาชุมพร เนื่องจากปลูกง่าย สามารถปลูกในพื้นที่ดินเปรี้ยวและดินเค็มกร่อยบริเวณใกล้ทะเล ผลผลิตสูง จำนวนเมล็ดต่อรวงมาก ทนทานต่อโรคและแมลงดี
   ข้าวเหลืองปะทิว เป็นข้าวที่หุงขึ้นหม้อ เมื่อหุงแล้วจะค่อนข้างแข็งและร่วน เหมาะกับการกินราดน้ำแกง เพราะจะไม่แฉะหรือจับตัวเป็นก้อน นอกจากนั้น ยังเหมาะกับนำไปแปรรูปทำเป็นเส้นขนมจีน เพราะทำให้เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี
ข้าวทับทิมชุมแพ
   จากข้าวสังข์หยดแห่งปักษ์ใต้ มาผสมข้ามพันธุ์กับข้าวหอมมะลิแห่งแดนอีสาน ได้มาเป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีสีสันและผิวสีเข้มตามแบบฉบับคนใต้ และได้ความแข็งแรง อึด อดทน ต้นเตี้ย ไม่ล้มเพราะแรงลม ตามแบบฉบับคนอีสาน แถมปลูกได้ทุกภาค และปลูกได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย
   ข้าวทับทิมชุมแพขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอร่อยที่ไม่แพ้ใคร ด้วยปริมาณอะไมโลสที่ต่ำ ข้าวกล้องสุกจึงเหนียวนุ่ม นำมาทำข้าวปั้นหรือซูชิได้อร่อยไม่แพ้ข้าวญี่ปุ่น ทำน้ำข้าวกล้องก็ได้รสชาติดี ทำข้าวตังก็ได้ ทำไอศกรีมก็น่าทาน อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ในปริมาณที่สูง
   ข้าวทับทิมชุมแพมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงคล้ายข้าวสังข์หยด เมื่อสีเป็นข้าวกล้องและนำมาหุงสุกจะมีสีแดงใสคล้ายทับทิม ได้มาจากการปรับปรุงพันธุ์ของศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ จ.ขอนแก่นซึ่งตั้งใจปรุงพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่ไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง
   ที่สำคัญ ข้าวชนิดนี้เป็นข้าวที่ได้รับการคัดเลือกให้จัดขึ้นโต๊ะเสวยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติในปี 2558
ข้าวไรซ์เบอร์รี่
   เป็นข้าวเจ้าที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวหอมนิลกับข้าวหอมมะลิ 105 โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว จากความร่วมมือของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว มีความนุ่มและหอม เป็นข้าวที่ต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษ จะได้ผลผลิตดีเมื่อปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ และต้องมีสภาพอากาศเย็นเพื่อสร้างสีเมล็ด นับเป็นข้าวอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น เบต้าแคโรทีน แกมมาโอไรซานอล วิตามินอี แทนนิน รวมถึงธาตุสังกะสีและโฟเลต มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลางซึ่งหมายความว่า แป้งในข้าวจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูงขึ้นเร็วจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ข้าวสินเหล็ก
   เป็นข้าวเจ้าที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลและข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
   ความแตกต่างของข้าวสินเหล็กกับข้าวไรซ์เบอร์รีคือ ข้าวสินเหล็กมีเมล็ดสีขาว และมีจุดเด่นคือปริมาณธาตุเหล็กสูง ซึ่งพบว่าการส่งเสริมให้เด็กที่มีภาวะพร่องธาตุเหล็กรับประทานข้าวสินเหล็กจะช่วยให้ระดับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ข้าวสินเหล็กยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำถึง
   ปานกลาง ซึ่งหมายความว่า แป้งในข้าวจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูงขึ้นเร็วจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อีกทั้งยังมีความหอมและความนุ่ม รสชาติดี
ข้าวเหลืองสร้อยทอง หรือ ข้าวเจ้าเหลือง
   จุดเด่นอย่างหนึ่งของการมีข้าวพื้นเมืองหลากหลายสายพันธุ์ ก็คือข้าวแต่ละชนิด ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารในระดับที่ต่างกัน การกินข้าวหลากหลายจึงนับว่าเป็นยาชั้นดี เพราะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายตามไปด้วย
   ข้าวแต่ละชนิดมีจุดเด่นต่างๆ กันไป และสำหรับข้าวที่มีจุดเด่นในเรื่องสารโฟเลตคือ "ข้าวเหลืองสร้อยทอง" หรือ "ข้าวเจ้าเหลือง" ซึ่งมีโฟเลตอยู่ในระดับ 116.47 ไมโครกรัม (ต่อข้าว 100 กรัม)ในขณะที่ข้าวส่วนใหญ่มีไม่เกิน 50 ไมโครกรัม โดยโฟเลตนี้มีความสำคัญมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นสารที่จำเป็นในการสังเคราะห์และซ่อมแซมดีเอ็นเอ ป้องกันโรคปากแหว่งเพดานโหว่ในเด็ก อีกทั้งยังป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุข้อด้อยของข้าวเหลืองสร้อยทองอย่างหนึ่งคือเป็นข้าวที่ค่อนข้างแข็ง แต่ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการนำมาหุงเป็นข้าวต้ม หรือนำมาทำน้ำข้าวกล้องดื่มก็ได้
   ข้าวเหลืองสร้อยทองเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจนเพราะปะปนอยู่กับแปลงข้าวหอมมะลิแดง ต่อมาถูกพัฒนาสายพันธุ์โดยกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองจ.ยโสธร